🌿 การสกัดและฤทธิ์ทางชีวภาพของสมุนไพร

Extraction and Biological Activity of Herbal Medicines

📚 สรุปสมบูรณ์ 🔬 วิเคราะห์ลึก ✅ ครบถ้วน

🎯 วัตถุประสงค์การเรียนรู้

  1. อธิบายและเลือกใช้ตัวทำละลายในการสกัดได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
  2. อธิบายการสกัดด้วยวิธีต่างๆ พร้อมข้อดี-ข้อเสียของแต่ละวิธี
  3. อธิบายฤทธิ์ทางชีวภาพของสมุนไพรและวิธีการทดสอบ

📋 ส่วนที่ 1: การสกัดสมุนไพร (Extraction of Herbal Medicines)

ความหมายและหลักการ

การสกัด (Extraction) คือ กระบวนการแยกสารสำคัญ (Active Constituents) ออกจากสมุนไพรโดยใช้ ตัวทำละลาย (Solvent)

สารที่ได้จากการสกัดประกอบด้วย:

💡 สารสกัดหยาบ (Crude Extract): สารที่สกัดออกมาจากสมุนไพรครั้งแรก ซึ่งเป็นของผสมขององค์ประกอบทางเคมีหลายชนิด ยังต้องผ่านกระบวนการแยกและทำให้บริสุทธิ์ต่อไป

วัตถุประสงค์ของการสกัด

1. สกัดแยกสารสำคัญ

แยกเอาสารสำคัญออกจากส่วนอื่นๆ ของพืช เช่น เส้นใยพืช แป้ง น้ำตาล

2. เพิ่มความเข้มข้น

ทำให้สารสำคัญมีความเข้มข้นสูงขึ้น เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งาน

3. ลดขนาดการใช้

ลดปริมาณที่ต้องใช้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสะดวกต่อการบริโภค

ตัวอย่าง: พริกไทยกินไม่เกิน 3-5 เม็ด แต่ถ้าเป็นสารสกัดอาจใช้เพียง 1-2 แคปซูล

หลักการเลือกตัวทำละลาย

⚡ หลักสำคัญ: "Like Dissolves Like" (สารละลายคล้ายๆ กัน)

คุณสมบัติของตัวทำละลายที่ดี

ตัวทำละลายที่ใช้ในการสกัดสมุนไพร

ตัวทำละลาย ขั้ว ข้อดี ✅ ข้อเสีย ⚠️
น้ำ
(Water)
มีขั้วสูง • หาง่าย ราคาถูกที่สุด
• ปลอดภัย ไม่เป็นพิษ
• เหมาะกับสารละลายน้ำ
• ละลายสารเฉื่อย (น้ำตาล แป้ง โปรตีน)
• บูดเน่าง่าย
• ต้องใช้ความร้อนสูงในการระเหย (100°C)
แอลกอฮอล์
(Ethanol)
มีขั้วปานกลาง • มีความจำเพาะสูง
• ละลายสารได้หลายชนิด
• ยับยั้งจุลินทรีย์
• ปลอดภัย ระเหยง่าย
• ใช้ได้ทั้งบริสุทธิ์และผสมน้ำ
• ราคาแพงกว่าน้ำ
• ต้องมีใบอนุญาต (ในบางประเทศ)
เมทานอล
(Methanol)
มีขั้วสูง • ละลายสารมีขั้วได้ดี
• ราคาถูกกว่าเอทานอล
• ระเหยง่าย (65°C)
เป็นพิษสูง
• ต้องระเหยออกให้หมด
• ห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์บริโภคโดยตรง
คลอโรฟอร์ม
(Chloroform)
มีขั้วน้อย • ละลายสารไม่มีขั้วได้ดี
• ละลายไขมัน น้ำมัน
• ระเหยง่าย
• เป็นพิษ
• ก่อมะเร็ง
• ใช้เฉพาะงานวิจัย
อีเทอร์
(Ether)
มีขั้วน้อย • ละลายสารไม่มีขั้วได้ดี
• ระเหยเร็วมาก
• ไวไฟมาก
• ระเหยง่ายเกินไป
• เป็นพิษ
เฮกเซน
(Hexane)
ไม่มีขั้ว • ละลายสารไม่มีขั้วได้ดีมาก
• ใช้สกัดน้ำมัน
• ราคาถูก
• ไม่ละลายสารมีขั้ว
• ไวไฟ
• ต้องระเหยออกให้หมด
กลีเซอรีน
(Glycerin)
มีขั้วสูง • ปลอดภัย
• ใช้ในเครื่องสำอางได้
• เป็นสารชุ่มชื้น
• ไม่ระเหย
• ข้นหนืด ใช้งานลำบาก
• ละลายสารได้น้อยกว่าแอลกอฮอล์

💡 เคล็ดลับการเลือกตัวทำละลาย

🔬 วิธีการสกัดสมุนไพร

1. การคั้นน้ำจากพืชสด (Juicing/Expression)

หลักการ

แยกส่วนของเหลว (น้ำ) ออกจากกาก โดยใช้แรงกด บีบ หรือปั่น

ขั้นตอน

  1. เตรียมพืชสด ล้างทำความสะอาด
  2. หั่นหรือย่อยให้เป็นชิ้นเล็ก
  3. ใช้เครื่องปั่นหรือเครื่องคั้นน้ำผลไม้
  4. กรองแยกกาก เก็บน้ำ
✅ ข้อดี
  • ง่าย รวดเร็ว
  • ประหยัดเวลาและต้นทุน
  • ไม่ใช้สารเคมี
  • ได้สารสดใหม่
⚠️ ข้อเสีย
  • มีสารเฉื่อย (น้ำตาล แป้ง โปรตีน) ติดมามาก
  • บูดเสียง่าย อายุสั้น
  • ต้องเก็บในตู้เย็น
  • ใช้เฉพาะพืชที่มีน้ำมาก
พืชที่เหมาะสม: กระเทียม, ขิง, แตงกวา, มะเขือเทศ, น้ำดอกอัญชัน
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์: น้ำกระเทียม, น้ำขิง, น้ำผักผลไม้

2. การต้ม (Decoction)

หลักการ

ใช้ความร้อนจากการต้มด้วยน้ำ ทำให้สารสำคัญละลายออกมา เหมาะกับสารที่ทนความร้อนและละลายน้ำ

ขั้นตอนละเอียด

  1. เตรียมวัตถุดิบ: ใช้สมุนไพรสดหรือแห้ง ย่อยเป็นชิ้นเล็กๆ
  2. แช่น้ำ: เติมน้ำตามอัตราส่วนที่กำหนด ตั้งทิ้งไว้จนสมุนไพรเปียก (สังเกตจากชิ้นสมุนไพรจมน้ำ)
  3. ต้ม: ยกขึ้นตั้งไฟ รอจนเดือด จับเวลา ½-1 ชั่วโมง
  4. ทิ้งให้เย็น: ยกลง ทิ้งให้เย็นจึงกรอง
  5. เก็บสารสกัด: เก็บน้ำที่กรองแล้ว
  6. ต้มซ้ำ (ถ้าต้องการ): กากนำไปต้มซ้ำ แต่ใช้น้ำน้อยกว่าเดิม รวมสารสกัดเข้าด้วยกัน
✅ ข้อดี
  • วิธีดั้งเดิม ง่าย ไม่ซับซ้อน
  • ใช้อุปกรณ์พื้นฐาน
  • สกัดได้เร็ว
  • เหมาะกับการผลิตในครัวเรือน
⚠️ ข้อเสีย
  • ไม่เหมาะกับสารที่ไม่ทนความร้อน
  • สารบางชนิดอาจสลายตัว (เช่น วิตามินซี)
  • ใช้เวลานาน
  • สูญเสียพลังงาน
พืชที่เหมาะสม: ราก เหง้า เปลือกไม้ ที่มีเนื้อแข็ง
ตัวอย่าง: ฟ้าทะลายโจร, ขมิ้นชัน, เปลือกมังคุด, รากบัวบก

3. การหมัก/มาเซเรชัน (Maceration)

หลักการ

หมักสมุนไพรกับตัวทำละลายในภาชนะปิดสนิท ไม่ใช้ความร้อน ให้ตัวทำละลายแทรกเข้าไปละลายสารสำคัญออกมาอย่างช้าๆ

ขั้นตอนละเอียด

  1. เตรียมสมุนไพร: ชั่งสมุนไพรแห้ง 100 กรัม ใส่ในบีกเกอร์
  2. เติมตัวทำละลาย (ครั้งที่ 1): เติม 30 มล. คนให้ทั่ว ทิ้งไว้ ½-1 ชั่วโมง จนสมุนไพรเปียก
  3. เติมตัวทำละลายเพิ่ม: เติมจนท่วมสมุนไพรเล็กน้อย ทิ้งไว้ 4 ชั่วโมง
  4. ถ่ายใส่ภาชนะ: ถ่ายสมุนไพรทั้งหมดลงในเครื่องสกัด/ขวดปิดสนิท
  5. เติมตัวทำละลายจนเต็ม: เติมจนท่วม ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง
  6. เปิดก๊อก/เขย่า: ให้สารละลายไหลออกช้าๆ 4-6 หยดต่อนาที หรือเขย่าวันละ 2-3 ครั้ง
  7. หมักต่อ: ทิ้งไว้ 7 วัน (หรือจนสารสกัดหมด)
  8. กรอง: กรองแยกกาก เก็บสารสกัด
✅ ข้อดี
  • ไม่ใช้ความร้อน - เหมาะกับสารที่ไวต่อความร้อน
  • ประหยัดตัวทำละลาย
  • ใช้อุปกรณ์ง่าย
  • ทำได้ในปริมาณมาก
⚠️ ข้อเสีย
  • ใช้เวลานาน (7 วัน)
  • ต้องเขย่าหรือคนเป็นครั้งคราว
  • ต้องมีภาชนะปิดสนิท
  • เสี่ยงการปนเปื้อนถ้าไม่สะอาด
ตัวทำละลายที่ใช้: แอลกอฮอล์ 40-95%, เมทานอล, กลีเซอรีน
เหมาะกับ: ใบ ดอก สารที่ไม่ทนความร้อน เช่น น้ำมันหอมระเหย, วิตามิน

4. การสกัดแบบต่อเนื่อง (Continuous Extraction / Soxhlet)

หลักการ

ใช้ความร้อนและการสกัดแบบต่อเนื่องในระบบปิด ตัวทำละลายระเหยขึ้น กลั่นตัวลง ไหลผ่านสมุนไพรซ้ำแล้วซ้ำเล่า

องค์ประกอบของเครื่อง Soxhlet

ขั้นตอน

  1. ใส่สมุนไพรแห้งในถุงกระดาษ (thimble)
  2. วางใน Soxhlet chamber
  3. เติมตัวทำละลายใน round-bottom flask
  4. ต่อเครื่องให้ความร้อน (heating mantle หรือ water bath)
  5. ตัวทำละลายระเหย → กลั่นตัวที่ condenser → หยดลงในถุงสมุนไพร → ละลายสารสำคัญ → ไหลกลับลง flask
  6. ทำซ้ำต่อเนื่องหลายรอบ จนสารสกัดหมด (สังเกตจากสารละลายที่ไหลกลับใส)
  7. ปิดเครื่อง เก็บสารสกัดจาก flask
✅ ข้อดี
  • ใช้ตัวทำละลายน้อย (ระบบปิด หมุนเวียน)
  • สกัดได้หมด ประสิทธิภาพสูง
  • ไม่ต้องเขย่าหรือคน
  • ทำงานอัตโนมัติ
⚠️ ข้อเสีย
  • ใช้ความร้อน - ไม่เหมาะกับสารไม่ทนความร้อน
  • ตัวทำละลายต้องเป็นของบริสุทธิ์ (ไม่ใช่ของผสม)
  • อุปกรณ์แพง ซับซ้อน
  • ใช้เวลานาน (6-24 ชม.)
ตัวทำละลายที่ใช้: เฮกเซน, คลอโรฟอร์ม, อีเทอร์, แอลกอฮอล์
เหมาะกับ: การสกัดไขมัน น้ำมัน สารไม่มีขั้ว งานวิจัย

5. การสกัดแบบชง (Percolation)

หลักการ

ให้ตัวทำละลายไหลผ่านสมุนไพรอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง จากบนลงล่าง แล้วเก็บสารสกัดที่ไหลออกมา

ขั้นตอนละเอียด

  1. เตรียมสมุนไพร: ชั่ง 100 กรัม ใส่บีกเกอร์ เติมตัวทำละลาย 30 มล. คนให้ทั่ว ทิ้งไว้ ½-1 ชั่วโมง
  2. เติมตัวทำละลายเพิ่ม: จนท่วมเล็กน้อย ทิ้งไว้ 4 ชั่วโมง
  3. เตรียม Percolator: ใส่สำลีเปียกตัวทำละลายที่ก้นเครื่อง
  4. ถ่ายสมุนไพร: ถ่ายสมุนไพรทั้งหมดใส่ Percolator
  5. เติมตัวทำละลาย: เติมจนท่วม ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง
  6. เปิดก๊อก: ให้สารละลายไหลออกช้าๆ 4-6 หยดต่อนาที
  7. เติมตัวทำละลายเพิ่ม: ตามที่สารละลายไหลออก เพื่อให้มีระดับสารละลายคงที่
  8. เก็บสารสกัด: เก็บสารสกัดที่ไหลออกมาจนหมด
✅ ข้อดี
  • สารสกัดเข้มข้นสูง
  • ใช้เวลาสั้นกว่ามาเซเรชัน
  • สกัดได้อย่างต่อเนื่อง
  • คุณภาพดี
⚠️ ข้อเสีย
  • ต้องมี Percolator เฉพาะ
  • ต้องคอยเติมตัวทำละลาย
  • สมุนไพรต้องบดละเอียดพอดี (ไม่หยาบหรือละเอียดเกินไป)
💡 เคล็ดลับ: ควบคุมอัตราการไหลให้ช้า เพื่อให้สารสำคัญละลายออกมาได้เต็มที่

6. การสกัดด้วยไมโครเวฟ (Microwave-Assisted Extraction, MAE)

หลักการ

ใช้คลื่นไมโครเวฟให้ความร้อนกับตัวทำละลาย ทำให้ตัวทำละลายร้อนขึ้นและแพร่เข้าไปในเซลล์พืช เซลล์แตก สารสำคัญละลายออกมา

ขั้นตอน

  1. ใส่สมุนไพรและตัวทำละลายในภาชนะทนความร้อน
  2. ปิดฝาให้แน่น (ใช้ภาชนะที่ทนแรงดัน)
  3. ใส่ในเครื่องไมโครเวฟ
  4. ตั้งเวลาและกำลังตามที่เหมาะสม (โดยปกติ 2-10 นาที)
  5. ทิ้งให้เย็น กรองแยกกาก
✅ ข้อดี
  • เร็วมาก (2-10 นาที)
  • ใช้ตัวทำละลายน้อย
  • ประหยัดพลังงาน
  • ประสิทธิภาพสูง
⚠️ ข้อเสีย
  • ใช้ความร้อน - สารบางชนิดอาจเสียหาย
  • ต้องมีเครื่องไมโครเวฟเฉพาะ (ห้ามใช้เครื่องบ้าน)
  • ต้องระวังแรงดัน
  • ราคาอุปกรณ์แพง
เหมาะกับ: โพลีฟีนอล, ฟลาโวนอยด์, สารที่ทนความร้อน
ตัวทำละลาย: น้ำ, แอลกอฮอล์, เมทานอล

7. การสกัดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound-Assisted Extraction, UAE)

หลักการ

ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (20-100 kHz) สร้างฟองอากาศเล็กๆ ในตัวทำละลาย ฟองแตก สร้างแรงกระแทก ทำลายผนังเซลล์ สารสำคัญหลุดออกมา

ขั้นตอน

  1. ใส่สมุนไพรและตัวทำละลายในบีกเกอร์
  2. วางในถาด Ultrasonic bath หรือใส่ Ultrasonic probe ลงไป
  3. เปิดเครื่อง ตั้งเวลา 15-60 นาที
  4. กรองแยกกาก
✅ ข้อดี
  • ไม่ใช้ความร้อน - เหมาะกับสารไวต่อความร้อน
  • ใช้เวลาน้อย (15-60 นาที)
  • ใช้ตัวทำละลายน้อย
  • ประสิทธิภาพสูง
⚠️ ข้อเสีย
  • ต้องมีเครื่อง Ultrasonic
  • ราคาอุปกรณ์ค่อนข้างแพง
  • อาจมีเสียงดัง
เหมาะกับ: สารที่ไม่ทนความร้อน น้ำมันหอมระเหย วิตามิน
นิยมใช้: ในงานวิจัย ห้องปฏิบัติการ

8. การสกัดน้ำมันหอมระเหย (Essential Oil Extraction)

วิธีที่ 1: การกลั่นด้วยน้ำหรือไอน้ำ (Steam Distillation)

ใช้ไอน้ำผ่านสมุนไพร น้ำมันหอมระเหยระเหยตามไอน้ำ กลั่นตัว แยกชั้นจากน้ำ

วิธีที่ 2: Enfleurage

ใช้แผ่นกระจกเคลือบไขมัน วางกลีบดอกไม้สด เก็บในตู้เย็น ไขมันดูดซับกลิ่น เปลี่ยนดอกไม้ใหม่จนไขมันอิ่มตัว แล้วใช้แอลกอฮอล์สกัดน้ำมัน

วิธีที่ 3: Liquid CO₂ Extraction

ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายใต้ความดันสูง กลายเป็นของเหลว ละลายน้ำมัน ระเหยก๊าซออก เหลือแต่น้ำมัน

🔥 การทำให้สารสกัดเข้มข้น (Concentration)

วัตถุประสงค์: ระเหยตัวทำละลายออก เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของสารสำคัญ และลดปริมาตร ทำให้เก็บและขนส่งง่ายขึ้น

วิธีการ รายละเอียด เหมาะกับ
1. ใช้ความร้อนโดยตรง (Direct Heat) ต้มระเหยด้วยไฟโดยตรง
ใช้เวลาสั้น แต่ต้องระวังไม่ให้สารสกัดไหม้
• ตัวทำละลายน้ำ
• สารทนความร้อน 100-110°C
• การต้มยาไทย
2. ใช้ความร้อนจากไอน้ำ (Water Bath) วางภาชนะสารสกัดในน้ำเดือด
ให้ความร้อนสม่ำเสมอ ไม่ไหม้
• ตัวทำละลายน้ำ
• เครื่องไอน้ำระดับครัวเรือน
• ทำง่าย ปลอดภัย
3. Rotary Evaporator (Rotavap) ระเหยภายใต้ความดันต่ำ
จุดเดือดลดลง → ใช้อุณหภูมิต่ำ
หมุนขวดเพื่อเพิ่มพื้นที่ระเหย
• ตัวทำละลายอินทรีย์
• สารที่ไม่ทนความร้อน
• งานวิจัย ห้องปฏิบัติการ
// ความสัมพันธ์ระหว่างจุดเดือดและความดัน เมื่อลดความดัน → จุดเดือดลดลง ตัวอย่าง: - Ethanol ที่ความดันปกติ (760 mmHg): เดือดที่ 78°C - Ethanol ที่ความดัน 100 mmHg: เดือดที่ 35-40°C ดังนั้น Rotavap จึงเหมาะกับสารที่ไวต่อความร้อน

🧬 ส่วนที่ 2: ฤทธิ์ทางชีวภาพของสมุนไพร

🔬 ประเภทของฤทธิ์ทางชีวภาพ

  1. ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ (Antimicrobial Activity) - ยับยั้งหรือฆ่าแบคทีเรีย เชื้อรา
  2. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant Activity) - ป้องกันการเกิดออกซิเดชัน
  3. ฤทธิ์ต้านมะเร็ง (Anticancer Activity) - ยับยั้งเซลล์มะเร็ง
  4. ฤทธิ์ต้านไวรัส (Antiviral Activity) - ยับยั้งหรือฆ่าไวรัส
  5. ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory Activity) - ลดการอักเสบ

1. ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ (Antimicrobial Activity)

📖 คำจำกัดความ

กลไกการทำงาน

วิธีทดสอบเบื้องต้น (Primary Screening)

วิธีทดสอบ ขั้นตอน เหมาะกับ
Disc Diffusion 1. ผสมเชื้อลงในอาหารเลี้ยงเชื้อ
2. วางกระดาษกลมชุบสารทดสอบ
3. บ่มที่ 37°C นาน 18-24 ชม.
4. วัดเส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณใส (zone of inhibition)
• ตัวอย่างที่ละลายในตัวทำละลายที่ระเหยได้
• ตัวทำละลายไม่มีผลต่อเชื้อ
Well Diffusion 1. ผสมเชื้อลงในอาหารเลี้ยงเชื้อ
2. เจาะหลุม (well) ขนาด 6 มม.
3. ใส่สารทดสอบลงในหลุม
4. บ่มและวัดผล
• ตัวอย่างของเหลว
• สารสกัดที่ไม่ระเหย
• น้ำมันหอมระเหย
Agar Diffusion 1. ผสมสารสกัดลงในอาหารเลี้ยงเชื้อ
2. เติมเชื้อ
3. บ่มและดูการเจริญ
• ตัวอย่างชิ้นวัสดุ
• แผ่นฟิล์ม แผ่นโฟม แผ่นยาง

ค่าที่ใช้รายงานผล

📊 MIC (Minimum Inhibitory Concentration)

ความหมาย: ความเข้มข้นต่ำสุดของสารที่สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อได้

วิธีทดสอบ (Microdilution Method):
  1. เตรียมสารทดสอบหลายความเข้มข้น (เจือจาง 2 เท่า) ใน 96-well plate
  2. เติมเชื้อปริมาณเท่ากันทุกหลุม
  3. บ่ม 18-24 ชม. ที่ 37°C
  4. ดูหลุมที่ไม่มีการเจริญ (ใส ไม่ขุ่น)
  5. หลุมแรกที่ไม่มีการเจริญ = MIC
ตัวอย่างการอ่านผล: หลุมที่ 1: 512 μg/mL → มีการเจริญ (ขุ่น) หลุมที่ 2: 256 μg/mL → มีการเจริญ (ขุ่น) หลุมที่ 3: 128 μg/mL → ไม่มีการเจริญ (ใส) ← MIC หลุมที่ 4: 64 μg/mL → ไม่มีการเจริญ (ใส) ดังนั้น MIC = 128 μg/mL

🔬 MBC (Minimum Bactericidal Concentration)

ความหมาย: ความเข้มข้นต่ำสุดของสารที่สามารถฆ่าเชื้อได้

วิธีทดสอบ:
  1. จากการทดสอบ MIC เอาสารจากหลุมที่ไม่มีการเจริญ
  2. นำไปปลูกบนอาหารเลี้ยงเชื้อแข็ง (agar plate)
  3. บ่ม 18-24 ชม.
  4. ดูว่ามีเชื้อเจริญหรือไม่
  5. ความเข้มข้นต่ำสุดที่ไม่มีเชื้อเจริญ = MBC
ตัวอย่าง:
หลุม MIC = 128 μg/mL → เอาไปปลูก → มีเชื้อเจริญ (เชื้อยังไม่ตาย)
หลุม 64 μg/mL → เอาไปปลูก → ไม่มีเชื้อเจริญ (เชื้อตายหมด)
สรุป: MBC = 64 μg/mL
💡 การแปลผล MIC และ MBC:

2. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant Activity)

🧪 อนุมูลอิสระ (Free Radical) คืออะไร?

อนุมูลอิสระ คือ อะตอมหรือกลุ่มอะตอมที่มีอิเล็กตรอนที่ไม่มีคู่ (unpaired electron) ทำให้:

แหล่งที่มาของอนุมูลอิสระ

ผลกระทบของอนุมูลอิสระ

⚠️ ต่อร่างกาย
  • ทำลายเซลล์ → โรคต่างๆ
  • ผิวแก่เร็ว ริ้วรอย
  • มะเร็ง
  • โรคหัวใจ
  • โรคเบาหวาน
⚠️ ต่ออาหาร
  • ออกซิเดชันของไขมัน → หืน
  • เปลี่ยนสี กลิ่น รส
  • สูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ
  • อายุสั้น เก็บไม่ได้นาน

💊 สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)

สารต้านอนุมูลอิสระ คือ สารที่สามารถให้อิเล็กตรอนกับอนุมูลอิสระ ทำให้อนุมูลมีเสถียรภาพ หยุดปฏิกิริยาลูกโซ่

กลไกการทำงาน: Free Radical• (ไม่เสถียร) + Antioxidant (AH) ↓ Free Radical-H (เสถียร) + Antioxidant• (เสถียรเล็กน้อย) → Antioxidant• มีเสถียรภาพดีกว่า Free Radical• มาก → หยุดปฏิกิริยาลูกโซ่

สารต้านอนุมูลอิสระในธรรมชาติ

กลุ่มสาร ตัวอย่าง พบในพืช
Polyphenols
(โพลีฟีนอล)
Catechin, Tannin, Ellagic acid ชาเขียว, ผลไม้เปลือกแดง, ถั่ว
Flavonoids
(ฟลาโวนอยด์)
Quercetin, Anthocyanin, Rutin ผลไม้สีสด, บัวบก, ดอกอัญชัน
Vitamins
(วิตามิน)
Vitamin C, E, Beta-carotene ผัก ผลไม้ ถั่ว เมล็ดพืช
Phenolic acids
(กรดฟีนอลิก)
Caffeic acid, Ferulic acid กาแฟ, ข้าวกล้อง, ข้าวโพด

การทดสอบ: DPPH Radical Scavenging Assay

🧪 หลักการทดสอบ DPPH

DPPH (2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl) เป็นอนุมูลอิสระสังเคราะห์ที่มีเสถียรภาพ มีสีม่วง

ปฏิกิริยาเคมี: DPPH• (สีม่วง) + Antioxidant (AH) ↓ DPPH-H (สีเหลืองอ่อน) + Antioxidant• → สีเปลี่ยนจากม่วงเป็นเหลือง → วัดการดูดกลืนแสงที่ 517 nm → ยิ่งสีจางมาก = ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง
ขั้นตอนการทดสอบ:
  1. เตรียมสารละลาย DPPH ความเข้มข้น 0.1 mM ในเมทานอล
  2. เตรียมสารทดสอบหลายความเข้มข้น
  3. ผสม DPPH 3 mL + สารทดสอบ 1 mL
  4. บ่มในที่มืด 30 นาที ที่อุณหภูมิห้อง
  5. วัดค่าการดูดกลืนแสงที่ 517 nm
  6. คำนวณ % Inhibition
สูตรคำนวณ % Inhibition: % Inhibition = [(Abs control - Abs sample) / Abs control] × 100 เมื่อ: - Abs control = ค่าการดูดกลืนแสงของ DPPH เฉยๆ (ไม่ใส่สารทดสอบ) - Abs sample = ค่าการดูดกลืนแสงของ DPPH + สารทดสอบ
การรายงานผล:
ตัวอย่างการแปลผล:
• IC₅₀ = 10 μg/mL → ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีมาก
• IC₅₀ = 50 μg/mL → ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดี
• IC₅₀ = 100 μg/mL → ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระปานกลาง
• IC₅₀ > 200 μg/mL → ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอ่อน
✅ ข้อดีของ DPPH Assay
  • ง่าย รวดเร็ว
  • ใช้อุปกรณ์พื้นฐาน (Spectrophotometer)
  • ไม่ซับซ้อน
  • เป็นวิธีเบื้องต้นที่นิยม
  • ทำซ้ำได้
⚠️ ข้อจำกัดของ DPPH Assay
  • DPPH• เป็นอนุมูลสังเคราะห์ ไม่เหมือนอนุมูลในร่างกายจริง
  • ใช้เมทานอลเป็นตัวทำละลาย (สารบางชนิดละลายไม่ได้)
  • ไม่สามารถแยกแยะกลไกการทำงานได้
  • สารบางชนิดอาจมีสีรบกวนการวัด

💡 วิธีทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระวิธีอื่นๆ

📚 สรุปภาพรวมและการประยุกต์ใช้

🎯 จุดสำคัญที่ต้องจำ

ด้านการสกัด: